ไทยเปราะบางสุดในเอเชีย เจอวิกฤต 3 ระลอก พลังงาน เงินเฟ้อ กำลังซื้อหด
"สันติธาร" ชี้ ไทยเปราะบางสุดในเอเชีย เจอแรงกระแทกวิกฤตพลังงาน หนี้ครัวเรือนพุ่ง-SMEs อ่อนแรง ลั่นเศรษฐกิจเจอคลื่นวิกฤต 3 ระลอก แนะ ไทยต้องเร่งพลิกวิกฤตเป็นโอกาส ฟื้นประเทศระยะยาว
นายสันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวในงาน Bangkok Post Economic Forum 2026 ว่า ประเทศไทย มีความเสี่ยงสูงสุดจากคลื่นการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกที่มาพร้อมกับวิกฤตพลังงาน เมื่อเทียบกับประเทศอื่นในเอเชีย เนื่องจากไทย เป็นประเทศที่นำเข้าพลังงานต่อ GDP ในสัดส่วนที่สูงสุดในภูมิภาค ซึ่งเข้ามาซ้ำเติม ปัญหาของภาคครัวเรือนไทยที่ได้รับผลกระทบมาต่อเนื่องตั้งแต่วิกฤตโควิด 19 ก่อนหน้านี้ ที่ส่งผลให้หนี้ครัวเรือนของไทยอยู่ใกล้ระดับ 87% ของ GDP
ขณะที่สินเชื่อให้กับ SMEs ติดลบต่อเนื่องมานานกว่า 3 ปี สะท้อนว่าหลายธุรกิจรายย่อยแทบไม่เหลือความสามารถในการรองรับแรงกระแทกทางเศรษฐกิจอีกแล้ว
ดังนั้นรัฐบาลจึงออกมาตรการเพื่อเยียวยาเศรษฐกิจ ให้กับประชาชนในระยะสั้นควบคู่ไปกับการสร้างความแข็งแกร่งในระยะยาว รองรับกับวิกฤตของคลื่นเศรษฐกิจ ทั้ง 3 ระลอก ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้
-ระลอกที่ 1 คือ วิกฤตราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งประชาชนและภาคธุรกิจเริ่มได้รับผลกระทบในชีวิตประจำวัน ทั้งต้นทุนพลังงานและราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น
-ระลอกที่ 2 ซึ่งเป็นจุดที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ คือ ปัญหาเงินเฟ้อที่ขยายวงกว้าง จากเดิมที่ราคาพลังงานสูงขึ้น กลายเป็นราคาสินค้าและต้นทุนต่างๆ ที่ปรับขึ้นตาม ส่งผลให้ประชาชนรู้สึกว่าเงินในกระเป๋ามีน้อยลง ขณะที่ต้นทุนของภาคธุรกิจก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน
-ระลอกที่ 3 ซึ่งอาจเกิดขึ้นต่อจากนี้ คือ การชะลอตัวของกำลังซื้อหรือ Demand ที่ลดลง โดยมองว่าแม้ปัจจุบันการส่งออกของไทยยังอยู่ในระดับที่ดี แต่ก็มีโอกาสเริ่มอ่อนแรงลง ขณะที่การใช้จ่ายภายในประเทศอาจฝืดตัวมากขึ้น รวมถึงภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเครื่องยนต์หลักของเศรษฐกิจไทย ก็อาจได้รับผลกระทบตามไปด้วย
และเมื่อทั้ง 3 ปัจจัยเกิดขึ้นพร้อมกัน จะทำให้ครัวเรือนและภาคธุรกิจเผชิญภาวะที่เรียกว่า “Double Squeeze” หรือ การถูกบีบทั้งสองด้าน คือ ต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่รายได้และยอดขายกลับลดลง
ดังนั้น นโยบายของรัฐบาลจึงไม่ควรเป็นเพียงการเยียวยาระยะสั้น แต่ต้องสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาวควบคู่กันไป โดยแนวทางที่กระทรวงการคลังหารือร่วมกับหน่วยงานเศรษฐกิจอื่นๆ จึงเลือกใช้หลักการ “5T” เป็นกรอบดำเนินนโยบาย ทั้งการช่วยเหลืออย่างตรงจุด การเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด การใช้โอกาสดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ประเทศ การดำเนินนโยบายอย่างโปร่งใส และการสร้างความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อเร่งพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส
นอกจากนี้ ยังมองว่าโลกกำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ Security First World หรือโลกที่ให้ความสำคัญกับความมั่นคงมากกว่าต้นทุนต่ำเหมือนในอดีต จากเดิมที่หลายประเทศให้ความสำคัญกับการซื้อสินค้าจากแหล่งที่ราคาถูกที่สุด และสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มีประสิทธิภาพสูงสุด แต่ในโลกใหม่ ประเทศต่างๆ จะให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางด้านภูมิศาสตร์เป็นหลัก รองลงมาคือความมั่นคงด้านพลังงาน อาหาร เทคโนโลยี และการเงินมากขึ้น
พร้อมระบุว่า ท่ามกลางวิกฤตที่เกิดขึ้น ไทยยังมีโอกาสจากการที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังมองหาพื้นที่ที่มีเสถียรภาพมากขึ้น โดยไทยและอาเซียนอาจกลายเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญของการลงทุนในระยะต่อไป
อย่างไรก็ตาม โจทย์สำคัญคือจะทำอย่างไรให้เม็ดเงินลงทุนเหล่านั้นสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทยได้มากที่สุด ทั้งการสร้างห่วงโซ่อุปทานในประเทศ การเพิ่มมูลค่า และการช่วยเหลือ SMEs ไทย นายสันติธาร กล่าวว่า ไม่ต้องการให้ประเทศไทยเพียงแค่รอดจากวิกฤตครั้งนี้ แต่ต้องการให้วิกฤตครั้งนี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ทำให้ประเทศไทยกลับมาโดดเด่นบนเวทีโลกได้อีกครั้ง
"ความเสี่ยงของประเทศไทยที่ผ่านมาคือทำแต่มาตรการระยะสั้น ไม่มีการลงทุนระยะยาว ในขณะที่บริบทของโลกปัจจุบันเปลี่ยนไปแล้ว ประเทศไทยยังมีอนาคต แต่ต้องทำงานหนัก ไม่ใช่แค่พูดเพียงอย่างเดียว เพื่อลดผลกระทบที่เกิดขึ้น" นายสันติธาร กล่าว
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB